เมื่อ “3 แข้งบราซิล” เลือกสวมเสื้ออิตาลียึดแชมป์ยูโร 2020

ถึงแม้ทัพลูกหนัง “แซมบ้า” บราซิล จะชวดได้แชมป์ระดับทวีปบนดินแดนของตัวเอง เพราะเหตุว่าเสียท่าแพ้ “ฟ้าขาว” ประเทศอาร์เจนตินา 0-1 ในศึกฟุตบอลชิงชนะเลิศแห่งชาติอเมริกาใต้ วัวขว้าง อเมริกา 2021 รอบชิงชนะเลิศ ที่ประเทศบราซิล

แต่กลับมีนักเตะสายเลือดบราซิลถึง 3 คนที่ได้สังสรรค์แชมป์ระดับทวีปบนดินแดนยุโรป เพราะเหตุว่าได้เปลี่ยนสัญชาติไปร่วมทัพลูกหนัง “อัซซูร์รี” อิตาลี ชุดแชมป์ยูโร 2020 ไล่ตั้งแต่ จอร์จินโญ่, เอแมร์ชอน พัลมิเอรี และก็ ราฟาเอล โตลอย นั่นเอง


ในศึกยูโร 2020 มีนักเตะสายเลือดบราซิลเปลี่ยนสัญชาติไปรับใช้ทีมลูกหนังในทวีปยุโรปทั้งหมด 6 คน อาทิเช่น เปเป้ แผงหลังทีมชาติโปรตุเกส, มาริโอ แฟร์นันเดส แผงหลังทีมชาติรัสเซีย, มาร์ลอส ปีกขวาทีมชาติยูเครน และก็ 3 นักเตะทีมชาติอิตาลีตามรายชื่อข้างต้น โดยทั้งยัง 6 คนดังกล่าวกำเนิดที่ประเทศบราซิลทั้งหมดเลยด้วย

แต่มีอยู่หนึ่งคนที่ไม่เคยผ่านการลงเล่นให้สมาคมฟุตบอลในประเทศบราซิลมาก่อนเลย นั่นก็คือ จอร์จินโญ่ เพราะเหตุว่าได้ย้ายมาปักหลักถิ่นฐานในประเทศอิตาลีตั้งแต่ในช่วงเวลาที่แก่เพียง 15 ปี และก็ได้รับเชื้อชาติเป็นชาวอิตาเลียนตามบรรพบุรุษด้วยนั่นเอง จากนั้นได้เริ่มต้นอาชีพค้าลำแข้งกับ เวโรท้องนา ในตำแหน่งกองกลางเมื่อปี 2010 และก็ย้ายไปสร้างชื่อกับ ท้องนาโปลี ก่อนที่จะย้ายลงหลักปักฐานกับ เชลซี ตั้งแต่ปี 2018 จนกระทั่งเดี๋ยวนี้


ทั้งนี้ จอร์จินโญ่ ได้ถูกเรียกมารับใช้ทัพลูกหนัง “อัซซูร์รี” มาตั้งแต่ปี 2016 ส่วนในรายของ เอแมร์ชอน เคยค้าลำแข้งในบราซิลกับ ซานโตส มาก่อน แต่ได้ย้ายมาสร้างชื่อกับ โรม่า ในปี 2015 และก็ได้เปลี่ยนสัญชาติเพื่อไปใส่เสื้อสีน้ำเงินตั้งแต่ปี 2018 ช่วงเวลาที่ โตลอย เพิ่งจะได้เชื้อชาติในตอนต้นปี 2021 หลังจากที่อยู่ปักหลักยืนเล่นเป็นกองหลังของ อตาลันตา มานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ย้ายมาจาก ซานโตส ในบ้านกำเนิดเมื่อปี 2015


ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีนักเตะสายเลือดบราซิลที่ได้เปลี่ยนสัญชาติไปได้แชมป์ยุโรปมาแล้วถึง 2 คน เริ่มจาก มาร์กอส เซนท้องนา ได้จารึกชื่อเป็นคนแรกเมื่อในช่วงเวลาที่สวมบทเป็นกองกลางทีมชาติประเทศสเปนชุดแชมป์ยูโร 2008 ส่วน เปเป้ ตามมาเป็นคนที่ 2 โดยสวมบทเป็นกองหลังทีมชาติโปรตุเกสชุดแชมป์ยูโร 2016 เท่ากับว่าตอนนี้มีนักเตะสายเลือดบราซิลที่ได้เปลี่ยนสัญชาติไปได้แชมป์ยุโรปเพิ่มเป็น 5 รายแล้ว เนื่องมาจาก จอร์จินโญ่, เอแมร์ชอน และก็ โตลอย แปลงเป็นอีก 3 ลำแข้งแซมบ้าที่ได้เข้าทำเนียบนี้กันแบบพร้อมหน้าพร้อมตากลมเกลียวพร้อมใจ เพราะเหตุว่าได้ใส่เสื้อของทัพลูกหนัง “อัซซูร์รี” สังสรรค์แชมป์ยูโร 2020 ไปหมาดๆ

พวกไม่ยอม! แฟนอังกฤษกว่า 1 แสนคนร่วมลงชื่อนัดหมายชิงยูโร 2020 ต้องแข่งขันใหม่

ผ่านมาแล้ว 3 วัน สำหรับนัดชิงแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 ที่ผลสรุปเป็น ทีมชาติอิตาลี ดวลจุดลูกโทษชนะ ทีมชาติอังกฤษ ไป 3-2 ข้างหลังเท่ากันในเวลา 120 นาที 1-1 เถลิงแชมป์ยูโรสมัยที่ 2 ได้เสร็จ ท่ามกลางความสิ้นหวังของกองเชียร์สิงโตขู่คำรามในสนามเวมบลีย์

ล่าสุด มีกล่าวว่าแฟนบอลทีมชาติอังกฤษกว่า 1 แสนคนได้พากันร่วมเซ็นชื่ออย่างจริงจัง เพื่อขอให้ ยูฟ่า กระทำการรีแมตช์นัดชิงแชมป์ใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุผลหลักว่า เชิ้ตดำในเกมนี้ตัดสินไม่แฟร์

โดยแฟนบอลอังกฤษมุ่งเป้าจู่โจมไปที่ บียอร์น ไคเปอร์ส ผู้ตัดสินชาวดัช ที่ในมุมมองของแฟนบอลผู้ดีนั้นกล่าวว่าตัดสินผิดพลาดหลายจังหวะ โดยเฉพาะจังหวะที่ จอร์จิโอ คิเอลลินี ดึงเสื้อของ บูกาโย ซากา ที่ควรให้ใบแดงแต่ก็ให้แค่ใบเหลือง รวมถึงจังหวะที่ จอร์จินโญ่ ย่ำใส่ แจ็ค กรีลิช ก็ควรจะเป็นใบแดงเหมือนกัน

จนถึงในช่วงเวลานี้ มีคู่รักบอลอังกฤษกว่า 100,000 คนไปร่วมเซ็นชื่อใน change.org เว็บไซต์ที่มีไว้สำหรับสร้างแคมเปญต่างๆเรียกร้องให้ อังกฤษ กับ อิตาลี ได้แข่งขันกันใหม่อีกที ซึ่งเว้นแต่พวกเขามองว่าผู้ตัดสินเป่านกหวีดแบบไม่เป็นธรรมแล้ว ยังกำหนดเพิ่มเหตุว่า ทีมชาติอิตาลีเล่นแรงเกินไป โดยใช้คำว่า “ดึง, ผลัก, เตะ” ใส่ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษ

อย่างไรก็ดี การร่วมเซ็นชื่อครั้งนี้คงเป็นได้เพียงการแสดงออกทางความเห็นเพียงแค่นั้น ซึ่งทาง ยูฟ่า เองคงไม่มีการตอบกลับคำเรียกร้องนี้อะไร

ไขปัญหา! “เซาธ์เกต” เปิดใจเลือก 3 ดาวรุ่ง ลงมายิงจุดโทษในเกมสุดบีบคั้น

“สิงโตขู่คำราม” ทีมชาติอังกฤษ จะต้องพบกับความไม่สมหวังอีกรอบ ข้างหลังเป็นฝ่ายแพ้จุดลูกโทษต่อ อิตาลี 2-3 ที่สนาม เวมบลีย์ ในเกมนัดหมายชิงแชมป์ บอลยูโร 2020 เมื่อคืนนี้วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2564

 

ทำให้พวกเขายังจะต้องรอการบรรลุผลถัดไปในทัวร์นาเมนต์รายการใหญ่ โดยหนสุดท้ายที่พวกเขาทำสำเร็จคือการครองแชมป์บอลโลก เมื่อปี 1966 หรือย้อนกลับไปเมื่อ 55 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็แล้วแต่มีหลายเสียงวิภาควิจารณ์ข้างหลังเกมมหาศาล เกี่้ยวกับการตัดสินใจของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่เลือกให้นักฟุตบอลอายุน้อยของทีมมาเป็นคนยิงจุดลูกโทษในเกมที่มีแรงกดดันสูง ทั้งยัง บูค้างโย่ ซาก้า (19 ปี), เจดอน ซานโช่ (21 ปี) รวมทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด (23 ปี) ซึ่งทั้งยังสามรายพลาดหมด

โดยข้างหลังเกม ผู้จัดการทีมฟุตบอลวัย 50 ปี ออกมาแจกแจงถึงประเด็นนี้ว่า “ทุกสิ่งมันขึ้นกับผม พวกเขามิได้เสนอตัว แม้กระนั้นผมเป็นคนตัดสินใจมอบหน้าที่นั้นให้พวกเขายิงจุดลูกโทษเอง โดยตรึกตรองจากภาพรวมในการซ้อม หากคุณจะโทษใครกันแน่ คนนั้นควรเป็นผม แน่ๆพวกเขาจะมิได้อยู่ตามลำพังคนเดียว แม้กระนั้นพวกเราจะอยู่ใกล้เคียงเขา”

 

นอกนั้น อดีตปราการหลังสิงโตขู่คำราม ยังได้เปิดเผยถึงปัจจัยว่าเพราะเหตุใดทีมจึงหันมาเล่นเกมรับ รวมทั้งตัดสินใจสลับตัวผู้เล่นที่ช้าเอามากๆ”พวกเราเก็บบอลกันได้ไม่ดีพอ โน่นทำให้พวกเราพบแรงกดดันที่มากขึ้น การดึงเกมให้ช้าลงจะก่อให้พวกผู้เล่นพร้อมที่จะเล่นเกมบุก มันก็ราวกับการเดิมพัน ถ้าเกิดพวกเราเปิดเกมรุกแลกเปลี่ยนก่อนหน้านี้ พวกเราก็บางครั้งก็อาจจะแพ้ในช่วงทดเวลาก็เป็นได้”

ข้อสรุปศึกยูโร 2020 : ผู้เล่นยอดเยี่ยม, ดาวซัลโว, จอมแอสซิสต์, ดาวรุ่งยอดเยี่ยม ,สถิติอื่นๆที่น่าสนใจ

ภายหลังที่ อิตาลี ผงาดครอบครองแชมป์ ยูโร 2020 ถึงประเทศอังกฤษ หลังเสมอใน 120 นาที 1-1 ก่อนเอาชนะจุดโทษพิพากษา 3-2 ครอบครองแชมป์มาครองเป็นยุคที่สองภายหลังเคยคว้าทำเป็นเสร็จในปี 1968

ทางยูฟ่าได้ประกาศรางวัลต่างๆที่เกิดขึ้น หลังจบทัวร์นาเมนท์นี้ในทันทีทันใด ส่วนจะมีอะไรที่น่าดึงดูดกันบ้างไปติดตามกันได้เลย

ผู้เล่นเยี่ยมที่สุดของ : จานลุยจิ ดอนนารุมมา (อิตาลี)

 

นักเตะวัย 22 ปีรายนี้กำลังย้ายจาก เอซี มิลาน ไปร่วมทีม กรุงปารีส แซงต์-แชร์กแมง ได้โชว์เซฟสองจุดโทษสำหรับเพื่อการดวลจุดโทษของกับ อังกฤษ เมื่อคืนที่ เวมบลีย์ รวมทั้งช่วยทำให้ทีมของเขาครอบครองแชมป์ ยุโรป เสร็จ เป็นครั้งแรกนับจากปี 1968

ยิ่งกว่านั้นเขายังเป็นผู้รักษาประตูผู้ที่สองที่ได้รับรางวัลดังกล่าวข้างต้นต่อจาก ปีเตอร์ ชไมเคิล ของ เดนมาร์กในปี 1992

เขาเก็บคลีนชีตได้สามนัดหมายรวมทั้งเสียสี่ประตูใน ทัวร์นาเมนต์ จากการลงเล่นไป 719 นาที มากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆในรายการ

ทำเนียบนักเตะเยี่ยมที่สุด ศึกยูโร 7 ครั้งล่าสุด
– ปี 2020 : จานลุยจิ ดอนทุ่งนารุมมา (อิตาลี)
– ปี 2016 : อองตวน กรีซมันน์ (ประเทศฝรั่งเศส)
– ปี 2012 : อันเดรส อิเนียสต้า (สเปน)
– ปี 2008 : ชาบี้ เอ้อร์นานเดซ (สเปน)
– ปี 2004 : ธีโอโดคอยส ซาโกราคิส (กรีซ)
– ปี 2000 : เซเนดีน ซีดาน (ประเทศฝรั่งเศส)
– ปี 1996 : มัทธีอัส ซามเมอร์ (เยอรมนี)

ดาวรุ่งเยี่ยมที่สุด – เปดรี (สเปน)

 

ขณะที่ เปดรี กองกลางของ สเปน จาก บาร์เซโลนา ผงาดเอารางวัลดาวรุ่งเยี่ยมที่สุดประจำทัวร์นาเมนต์

นักเตะวัย 18 ปีลงเล่นเกือบทุกนาทีให้กับทีมชาติของเขาหลังถูกสลับตัวออกจากสนามในช่วงทดเวลาในรอบก่อนรองชนะเลิศที่เจอกับ สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนหมดเวลาเพียงแต่นาทีเดียวแค่นั้น

“สิ่งที่เปดรีทำในทัวร์นาเมนต์นี้ ตอนอายุ 18 ยังไม่มีผู้ใดทำ แม้แต่อันเดรส อิเนียสต้าเองก็มิได้ทำแบบงั้น มันช่างเกินจริง ไม่ซ้ำใคร” หลุยส์ เอ็นริเก้ ผู้จัดการทีมฟุตบอลกล่าว

ดาวซัลโว : คริสเตียโน โรนัลโด้ (ประเทศโปรตุเกส)

 

คริสเตียโน โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติประเทศโปรตุเกส ที่ทำเป็น 5 ประตูพอๆกับ ปาตริก ชิก แนวรุกทีมชาติสาธาณเมืองเช็ก แม้กระนั้นจอมบุกดินแดนฝอยทองคำทำเป็น 1 แอสซิสต์ ทำให้ โรนัลโด้ เอารางวัลดาวซัลโวประจำศึกยูโร 2020 ไปครอง

สถิติอื่นๆที่น่าดึงดูด

ชิงชัยรวม 51 นัดหมาย

ยิงกันทั้งหมด 142 ประตู – เฉลี่ย 2.79 ประตูต่อเกม

ทีมที่ทำประตูมากที่สุด อิตาลี – 13 ประตู

คลีนชีตมากที่สุด อังกฤษ – 5 เกม

ครองบอลเฉลี่ยมากที่สุด สเปน – 66.8%

ผ่านบอลถูกต้องที่สุด สเปน – 89.3%

เซฟมากที่สุด แยน ซอมเมอร์ (สวิตเซอร์แลนด์) – 21ครั้ง

สปีดเร็วที่สุด สปิทุ่งนาซโซลา (อิตาลี) รวมทั้ง เนหรูหรา (ฮังการี) – 33.8 กม./ชั่วโมง

ทำฟาวล์มากที่สุด เดลานีย์ (เดนมาร์ก) – 15 ครั้ง

แรงนะเนี่ย! “กูร์กตัวส์” หลุดปากลั่น “มาร์กซิยัล” นับว่าเป็นลำแข้งดังหรอ?

ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผู้เฝ้าประตูกลุ่มชาติเบลเยียมของ เรอัล มาดริด สมาคมยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา ประเทศสเปน หลุดเสนอคำถามถึง อ็องโตนี มาร์กซิยัล แผงหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่านับเป็นนักฟุตบอลระดับสตาร์หรอ? ระหว่างการคุยในรายการ Pickx กับ แยน แฟร์เกน แนวรับเพื่อนร่วมชาติ

โดยในรายการ ข้าร์กตัวส์ถูกแฟร์เกนถามว่า “ให้เลือกนักฟุตบอลระดับสตาร์ 3 คน ที่ไม่ได้ลงเล่นในยูโรคราวนี้” ซึ่งข้าร์กตัวส์ก็ตอบว่า “เซร์คิโอ รามอส และ เอ่อ.. เอ่อ..” ก่อนที่จะเขาจะหัวเราะในเชิงยอมเนื่องจากว่าคิดชื่อเพิ่มไม่ออก

ทำให้แฟร์ทองเกนเฉลย โดยลิสต์รายนามนักฟุตบอลให้ฟัง ไล่ตั้งแต่ เอ้อร์ลิง ฮาลันด์, อ็องโตนี มาร์กซิยัล, มาร์ก-อังเดร แทร์ สเตเกน, เวอร์จิล ฟาน ไดค์, นิโกโล ซานิโอโล, มอยเซ คีน, เอดิน เซโก, แยน โอบลัก, มิราเลม ปานิช..

ต่อจากนั้นมือกาววัย 29 ปี ได้บอกขึ้นว่า “มาร์กซิยัลหรอ? เขาเป็นนักฟุตบอลดังหรอ?” แล้วต่อจากนั้นอีกทั้งข้าร์กตัวส์และแฟร์เกนก็หัวเราะพร้อมเบาๆ

เดือดก่อนชิงดำ! “เนย์มาร์” ของขึ้นไล่พวกแซมบ้าปันจิตใจไปตายซะ

โหมโรงก่อนศึกโคปา อเมริกา 2021 นัดชิงแชมป์ ที่เตรียมฟาดหน้าแข้งกันเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 11 เดือนกรกฎาคม 2564 เวลา 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

อย่างที่แฟนบอลทราบดี ปีนี้เป็นการชิงชัยระหว่างคู่ชิงในฝัน คู่รักคู่แค้นชั่วนิจนิรันดร์อย่าง เจ้าของงาน ทีมชาติบราซิล เจอกับ ทีมชาติประเทศอาร์เจนตินา

ปัจจุบัน เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิล ออกโรงจวกแฟนบอลเพื่อนร่วมชาติ ข้างหลังมีกระแสไม่น้อยที่ออกมาหนุนทัพฟ้าขาวให้ครอบครองแชมป์วัวขว้าง อเมริกา โดยเหตุผลเพราะเหตุว่าเป็นสาวกของ ลิโอเนล เมสซี ดาวเตะจากบาร์เซโลนานั่นเอง

สำหรับจุดเริ่มต้นเรื่องราวดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นเมื่อ ฟาบิโอลา อันดราเด นักข่าวหญิงสายกีฬาของบราซิล ออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องการที่จะให้เมสซีได้แชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยคุณได้โพสต์ว่า

“ก่อนจะเอาหินมาเขวี้ยงใส่ฉันในที่ชุมชน ฟังฉันชี้แจงก่อน ฉันรักบราซิล ฉันรักแวดวงฟุตบอลบราสิเลียน ใช่ ฉันมีเพื่อนฝูงชาวอาร์เจนไตน์หลายท่าน แม้กระนั้นฉันไม่ได้เชียร์ประเทศอาร์เจนตินา ในเกมนัดชิงวัวขว้าง อเมริกา ฉันก็จะไม่เชียร์พวกเขา ไม่เลย แม้กระนั้นฉันเชียร์เพราะเหตุว่าฉันรักฟุตบอล และ ลิโอ เมสซี @leomessi ชายคนนี้จำเป็นต้องได้แชมป์ในสีเสื้อทีมชาติของเขา! มันเป็นเรื่องที่เที่ยงธรรม!”

หลังจากโพสต์ของผู้สื่อข่าวสาวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ปรากฎว่ามีคนรักบอลไม่น้อยล้วนเชื่อตามความเห็นของอันดราเด ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ให้เหตุผลคล้ายกันโน่นเป็น ชมเชยในฝีเท้าของดาวเตะจากชาติคู่รักคู่แค้น และต้องการที่จะให้สมหวังเสียเชิงในวัย 34 ปี ทั้งแฟนบอลบราซิลยังขุ่นเคืองจากความล้มเหลวของทัพแซมบ้าชุดนี้มาจากฟุตบอลโลก 2018 ด้วยทำให้ปัจจุบัน เนย์มาร์ ถึงกับอดรนทนไม่ได้ ออกมาโพสต์ลงไอจีสตอรีในหัวข้อนี้ยาวเหยียดว่า

“ผมเป็นคนบราซิล เป็นด้วยความรักอย่างเต็มภาคภูมิ ความฝันของผมตลอดชาติเป็นการได้เล่นให้ทีมชาติและได้ฟังแฟนบอลส่งเสียงร้องส่งเสริม”

“ผมไม่เคยจู่โจมหรือคิดจะจู่โจมบราซิล เวลาพวกเขาชิงชัยอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกีฬา, ประกวดนางงาม หรือออสการ์”

“ถ้าหากสิ่งนั้นเป็นบราซิล เพราะเหตุว่าผมเป็นคนบราซิล และใครก็ช่างที่เป็นคนบราซิล ส่วนคนบราซิลที่เห็นต่างออกไป ก็ช่างเถิดนะ ผมให้ความเคารพ แม้กระนั้นไปตกนรกซะเถอะ”

สำหรับ เนย์มาร์ ทำไปแล้ว 2 ประตูให้บราซิลในทัวร์นาเมนต์นี้ นัดที่เจอ ทีมชาติเวเนซุเอลา และ ทีมชาติประเทศเปรู ใน 2 เกมแรกของรายการ แล้วเขายิงไม่ได้อีกเลย แม้กระนั้นบราซิลก็ยังแกร่งพอที่จะผ่านเข้ามาถึงนัดชิงแชมป์

โดยนัดนี้จะเป็นครั้งแรกตั้งแต่แมื่อปี 2007 ด้วย ที่บราซิลจะได้ประจันหน้ากับประเทศอาร์เจนตินาในรอบชิงแชมป์ ก่อนหน้านี้บราซิลเคยเป็นแชมป์ 9 สมัย ส่วนประเทศอาร์เจนตินาเป็นแชมป์ 14 สมัย และมีลุ้นทาบสถิติสูงสุด 15 สมัยของอุรุกวัยในวันพรุ่ง

เบื้องหลังเหตุการณ์อีริคเซ่น เมื่อการเสียชีวิตของโฟเอ้ ช่วยเซฟชีวิตเพื่อนร่วมอาชีพรุ่นหลัง

วินาทีที่ คริสเตียน อีริคเซ่น หมดสติแล้วก็ล้มลงสู่พื้น แล้วก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน อาจจะเป็นผลให้ภาพสถานะการณ์การสิ้นไปในอดีต ย้อนกลับมาเข้ามาในความนึกคิดของเหล่าแฟนบอล

มาร์ก-วิเวียน โฟเอ้ อาจจะเป็นเคสแรกๆที่ผู้คนจำนวนมากจดจำเจริญ ภาพที่เขาหมดสติล้มลงกลางสนามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนจำเป็นต้องถูกแบกออกไปรักษาเบื้องต้นข้างสนาม แม้กระนั้นท้ายที่สุดก็ไม่อาจช่วยของเขาเอาไว้ได้เสร็จ จนการสิ้นไปดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว เปลี่ยนมาเป็นรอยด่างพร้อยปฏิบัติงานแข่งขัน ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2003

แม้กระนั้นการสูญเสียในตอนนั้น ก็ได้แผ้วทางสู่อนาคตสำหรับเพื่อการช่วยนักเตะในสนาม

เข้มแข็งแค่ไหนก็ล้มได้

ถึงแม้ว่านักฟุตบอลอาชีพ จะเป็นฝูงชนที่มีสุขภาพดีดี วิ่งเต็มดูดได้ตลอดทั้ง 90 นาทีที่อยู่ในสนาม แต่มีผู้เล่นมากกว่า 100 คน ที่เคยล้มลงกลางสนาม ซึ่งมากกว่าครึ่งนั้น ไม่ได้โชคดีเหมือนกับกองกลางของแดนวัวนมรายนี้

หนึ่งในเรื่องที่ผู้คนจำนวนมากจดจำเจริญ เป็นรายของ มาร์ก-วิเวียน โฟเอ้ กองกลางตัวรับวัย 28 ปี ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ร่วมกองทัพทีมชาติแคเมอรูน ลงเตะใน ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2003 ที่ประเทศฝรั่งเศส
โฟเอ้ ลงเล่นในแมตช์ที่ แคเมอรูน เอาชนะ บราซิล กับ ตุรกี ไปได้ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่จะได้พักในเกมที่เจอกับ สหรัฐอเมริกา แล้วก็กลับมาเป็น 11 ตัวจริงในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับ โคลอมเบีย ที่สนาม สตาด เดอ แฌร์ล็อง เมืองลียง

แมตช์ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วดำเนินมาถึงนาทีที่ 72 อยู่ๆโฟเอ้ ก็ล้มลงกลางสนามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย โดยไม่มีใครอยู่รอบตัวตัวเขาเลย

ผู้ตัดสินเป่าหยุดเกม แล้วก็เรียกให้ทีมหมอเข้ามารักษาเบื้องต้นเขาในสนาม ก่อนที่จะเขาจะถูกแบกออกมาปั๊มหัวใจที่ข้างสนาม แล้วส่งไปรับการดูแลและรักษาที่ศูนย์การแพทย์ของ สตาด เดอ แฌร์ล็อง แต่ว่าข้างหลังมานะกู้ชีพอยู่เป็นเวลานานกว่า 45 นาทีก็ไม่เป็นผล เขาเสียชีวิตลงต่อจากนั้น

วินฟรีด เชเฟอร์ กุนซือชาติ แคเมอรูนในในขณะนั้น เปิดเผยว่าเขาปรารถนาสลับตัว โฟเอ้ ออกมาจากสนามก่อนหน้านั้น เพราะว่าทั้งตัวเขาแล้วก็ทีมหมอ มีความคิดเห็นว่ากองกลางรายนี้มีลักษณะอาการล้า แล้วก็เขยื้อนได้ช้าลง แม้กระนั้นเจ้าตัวยังปรารถนาเล่นต่อ เพื่อช่วยทำให้ทีมชาติของเขาเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศให้ได้

แมรี่-หฝ่าส์ โฟเอ้ ภรรยาของดาวเตะรายนี้ กล่าวว่ากองกลางจาก แมนฯ ซิตี้ มีลักษณะอาการท้องเดินมา 2-3 วันแล้ว รวมทั้งมีปัญหากับกระเพาะอาหารของเขาด้วย แม้กระนั้นเจ้าตัวยังคงยืนยันที่จะลงเล่นให้กับทีมต่อ โฟเอ้ เสียชีวิตต่อหน้าภรรยาของเขา ที่เข้ามารับชมเกมข้างสนามในนัดนั้น

ผลการชันสูตรพลิกศพของกองกลางรายนี้ พบว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจหนา หรือ Hypertrophic Cardiomyopathy ซึ่งโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วได้โอกาสเกิดขึ้นกับทุก 1 ใน 500 คนทั่วทั้งโลก พบได้ทั่วไปได้บ่อยครั้งในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง แล้วก็เป็นต้นเหตุการตายชั้น 1 ของผู้สูงอายุน้อยกว่า 35 ปี

หัวข้อก็คือ โฟเอ้ ได้โอกาสรอดชีวิตด้วย หากได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องอย่างทันตามเวลา แม้กระนั้นในขณะนั้น เกือบจะไม่มีใครคาดคิดว่านักบอลที่มีสุขภาพดีแบบงี้ อยู่ดีๆจะล้มครืน จนกระทั่งขั้นเสียชีวิต

โน่นก็เลยทำให้ ฟีฟ่า ตกลงใจยกเครื่องทางการแพทย์ใหม่ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้สถานะการณ์ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง

ชีวิตจำเป็นต้องมาก่อน

ภายหลังเคสของโฟเอ้ อย่างแรกที่ถูกนำมาพูดถึง เป็นอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน หรือเรียกแบบย่อว่า SCA (Sudden Cardiac Arrest) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเมื่อ แล้วก็ทุกแห่งหน โดยไม่แบ่งแยกว่าคุณจะมีร่างกายที่แข็งแรงแค่ไหนก็ตาม
ฟีฟ่า ปรารถนารับประกันว่าผู้ที่มีการเกี่ยวข้องกับวงการบอลจำเป็นต้องรู้เรื่องหัวข้อดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว โดยยิ่งไปกว่านั้นกับข้าราชการหมอ ที่จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมขั้นตอนสำหรับเพื่อการช่วย หากเจอผู้เล่น หรือผู้ตัดสินประสบอาการ SCA ขึ้น

หากผู้เล่นล้มลงไปกับพื้น โดยไม่มีการเผชิญหน้ากับผู้เล่นรายอื่น และไม่ตอบสนองหรือหมดสติไป ทีมหมอสามารถวิ่งลงไปช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องรอคอยผู้ตัดสินเป่านกหวีดอนุญาต

เพราะว่าพวกเขาอาจมีเวลาเพียงแค่ 2 นาที ภายหลังที่นักเตะล้มลงไป ที่จะจำเป็นต้องปั๊มหัวใจเพื่อทำ CPR แล้วก็ใช้เครื่อง AED นำไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นตามจังหวะปกติ เพราะว่ายิ่งผ่านเวลาไปนานเยอะแค่ไหน จังหวะสำหรับเพื่อการรอดชีวิตก็ยิ่งเลือนรางลงไป

ในกรณีของ โฟเอ้ ไม่มีใครทำ CPR ให้เขาเลย แม้เขาจะหมดสติไปเป็นเวลานานกว่า 6 นาทีแล้ว แม้เจ้าตัวจะมีลักษณะอาการตาเหลือก และไม่ตอบสนองก็ตาม อาจเพราะว่าเกือบจะไม่เคยปรากฏเลยว่ามีกรณีที่นักฟุตบอลกำเนิดหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ระหว่างกำลังลงเล่นอยู่ในสนาม

แม้กระนั้นโน่นก็ทำให้ทีมหมอ ผู้ตัดสิน สตาฟ แล้วก็ผู้เล่นต่างๆได้ทราบจักกับการเสี่ยงที่อาจย่างกรายมาหาพวกเขาได้ทุกเมื่อ ทำให้หลายทีมเริ่มมีการเตรียมความพร้อมมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือหมอที่ครบครันกว่าเดิม รวมถึงกำหนดให้เครื่อง AED ควรมีประจำอยู่ทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแมตช์แข่งขันจริง หรือระหว่างการฝึกซ้อมก็ตาม

ในปี 2006 ฟีฟ่า ได้เพิ่มมาตรการตรวจเช็คร่างกายของนักเตะทุกคนก่อนเริ่มเกม เพื่อตรวจสอบความผิดแปลกของหัวใจ ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่อาจตรวจเจอทุกความผิดแปลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้กระนั้นก็เพียงพอที่จะคัดเลือกกรองความพร้อมเพรียงของผู้เล่นในระดับหนึ่ง
แล้วก็ในปีเดียวกันนั้น ทางพรีเมียร์ลีก ก็ได้ยกฐานะทางการแพทย์ขึ้นไปอีกขั้น ข้างหลัง ปีเตอร์ เช็ค ผู้รักษาประตูของ เชลซี ได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว จากการเผชิญหน้ากับเข่าของ สตีเฟ่น ฮันต์ จนกระทั่งขั้นหมดสติ แล้วก็จำเป็นต้องนอนรอคอยรถพยาบาลในห้องแต่งตัวนานถึงครึ่งชั่วโมง

มั่งคั่งสุดในวงการ! สื่อเผยอาชีพหลักของ “ไคเปอร์ส” เปานัดหมายชิงฯยูโร 2020

เดลี เมล สื่อดังของอังกฤษแถลงการณ์ว่า บียอร์น ไคเปอร์ส (Bjorn Kuipers) ผู้ตัดสินจากเนเธอร์แลนด์ที่จะลงปฏิบัติภารกิจในนัดชิงดำยูโร 2020 วันอาทิตย์นี้ เป็นผู้ตัดสินลูกหนังที่มีฐานะมั่งมีที่สุดในโลก

สื่อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นบอกว่า ท่านเปาชาวฮอลล์แลนด์มีทรัพย์สินส่วนตัวค่าราว 11.5 ล้านปอนด์ (ราว 520 ล้านบาท) เมื่อปี 2016 โดยเจ้าตัวเป็นผู้ร่วมจัดตั้งขึ้นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีชื่อว่า จัมโบ (Jumbo) ในดินแดนกังหันลม หลังมีดีกรีปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ ตั้งแต่สมัยหนุ่มแน่นจากมหาวิทยาลัยรัดเบาด์ ในเมืองไนจ์เมเกน

 

ไคเปอร์ส วัย 48 ปี เริ่มต้นอาชีพเชิ้ตดำลูกหนังตั้งแต่ปี 2002 ก่อนขึ้นชั้นเป็นผู้ตัดสินระดับแถวหน้าของยูฟาตั้งแต่ปี 2009 โดยผ่านการลงวินิจฉัยในบอลโลก รอบท้ายที่สุด มาแล้ว 2 สมัย รวมทั้งศึกยูโร รอบท้ายที่สุดอีก 3 สมัย ซึ่งแรงจูงใจในอาชีพนี้ของเจ้าตัวคือป๊ะป๋า ที่เคยเป็นผู้ตัดสินบอลในระดับครึ่งอาชีพนั่นเอง

สำหรับ นัดชิงชนะเลิศยูโร 2020 ระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ พบ ทีมชาติอิตาลี นี้จะนับว่าเป็นอีกเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของไคเปอร์ส หลังเคยวินิจฉัยนัดชิงชนะเลิศเกมระดับสมาพันธ์ในถ้วย ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก (2017) รวมทั้ง ยูฟา ยูโรปา ลีก (2013, 2018) มาแล้ว

 

ส่วนในศึกยูโรคราวนี้ ไคเปอร์สลงปฏิบัติภารกิจไปแล้ว 3 นัด โดยแบ่งเป็นรอบแบ่งกลุ่ม 2 นัด รวมทั้งรอบ 8 ทีมท้ายที่สุดอีก 1 นัด ซึ่งในเกมนัดชิงชนะเลิศนี้ ไคเปอร์สจะได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกับเพื่อนร่วมชาติ ซานเดอร์ ฟาน โรเกล รวมทั้ง เออร์วิน เซนสตรา ในฐานะผู้กำกับเส้น โดยมี คาร์ลอส เดล เซร์โร ชาวสเปนเป็นผู้ตัดสินที่ 4

ตัดเกรด นักเตะกลุ่มชาติอังกฤษ เกม เชือด เดนมาร์ก 2-1 ทะลุชิงศึกยูโร 2020

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 4 ทีมท้ายที่สุด
คืนวันพุธที่ 7 เดือนกรกฎาคม 2021

อังกฤษ 2-1 เดนมาร์ก

สนาม: เวมบลีย์ (ลอนดอน ประเทศอังกฤษ)

คะแนนนักฟุตบอล ทีมชาติอังกฤษ

จอร์แดน พิคฟอร์ด – 6/10
วันนี้เกือบจะไม่เจอบททดสอบเท่าไรนัก แต่ว่ามองเห็นได้ชัดว่าวันนี้ฟอร์มหลุดไปพอควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ต้องเล่นบอลกับพื้น รวมถึงการออกบอลมองไม่มีความมั่นใจและก็ขาดความเที่ยงตรงไปๆมาๆกเลยทีเดียว

จอห์น สโตนส์ – 7.5/10
เกมรับปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็งในวันนี้ มีจังหวะเข้าสะกัดรวมถึงบล็อคลูกยิงงามๆบ่อยมาก

แฮร์รี แม็คแกว่งร์ – 7.5/10
เช่นเดียวกับ สโตนส์ ที่เกมรับเล่นได้อย่างเหนื่ยวแน่น แถมยังมีโอกาสได้เพิ่มเติมขึ้นไปโขกลุ้นทำแต้มบ่อยมาก ครอบครองบอลรั้งแน่น ออกบอลแม่นยำ ไม่มีจุดบกพร่องให้มองเห็นเลย

ไคล์ วอล์เกอร์ – 7.5/10
เป็นอีกคนที่โดดเด่นอย่างมากในเกมรับ แม้วันนี้จะเกือบจะมิได้เพิ่มเติมขึ้นสูง แต่ว่าการเฝ้าเกมรับทางกราบขวารวมถึงการหุบเข้ามาช่วยกึ่งกลางทำเป็นอย่างไร้ที่ติในเกมวันนี้

ลุค ชอว์ – 7.5/10
มีหน้าที่ค่อนข้างเยอะแยะสำหรับเพื่อการเพิ่มเติมเกมรุก ค่อยต่อบอลติดต่อประสานงานกับเพื่อนฝูงร่วมทีมทางกราบซ้าย สบโอกาสเพิ่มเติมขึ้นลุ้นเปิดในกรอบเขตโทษสร้างช่องทางให้ทีมได้อยู่บ้างเช่นกัน

ดีแคลน ไรซ์ – 7/10
ครึ่งแรกบทบาทจะย้ำไปทางเกมรับด้วยการยืนต่ำประคับประคองคู่เซ็นเตอร์ แต่ว่าในตอนช่วงหลังมีโอกาสเพิ่มเติมเกมขึ้นสูงมากขึ้นช่วยต่อบอลเชื่อมเกมบริเวณกึ่งกลางสนามได้ค่อนข้างดี

ค้างลวิน ฟิลลิปส์ – 7/10
ตอนครึ่งแรกบทบาทกับเกมค่อนข้างน้อย แต่ว่าภายหลังที่ทีมบากบั่นเปิดเกมบุกก็พอเพียงจะมีหน้าที่สำหรับเพื่อการช่วยต่อบอลกับทีมอยู่บ้าง เล่นค่อนข้างแน่นอน เอาชัวไว้ก่อนตลอด 120 นาที

เมสัน เมานท์ – 6.5/10
มีโอกาสได้เล่นกับบอลอยู่บ้าง ค่อนเชื่อมเกมในดินแดนหน้า แต่ว่าวันนี้บทบาทนับว่าไม่โดดเด่นเท่าไรนัก

จำผมมิได้เหรอ? “โบนุชชี่” ถึงกับเหวอ “การ์ดสนาม” ไม่ให้กลับเข้าสนาม

กลายเป็นคลิปเรียกรอยยิ้มทันทีกับจังหวะข้างหลังเกมที่ กลุ่มชาติอิตาลี เป็นข้างเอาชนะ กลุ่มชาติสเปน สำหรับการดวลจุดโทษ 4-2 ผ่านไปสู่รอบชิงชนะเลิศ สำหรับการแข่งขัน ฟุตบอลยูโร 2020 สำเร็จ เมื่อคืนนี้วันอังคารที่ 6 ก.ค. ก่อนหน้าที่ผ่านมา

โดยข้างหลังเกมจบลง บรรดานักฟุตบอลอิตาลี ได้รวมตัวกันวิ่งไปสังสรรค์กับแฟนบอลรอบๆข้างหลังประตู แม้กระนั้นในรายของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังรุ่นเก๋าของกลุ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่ได้วิ่งออกไปนอกสนามเพื่อเฮกับแฟนบอลบนอัฒจันทร์

ซึ่งข้างหลังเจ้าตัวสังสรรค์กับแฟนๆเสร็จ ปราการหลังวัย 34 ปี จะเดินกลับเข้าสนามอีกที แม้กระนั้นข้าราชการสนามกลับจำเขาไม่ได้เพราะคิดว่าเป็นแฟนบอลที่กระโดดลงมาร่วมสังสรรค์ด้วย ทำให้เจ้าตัวถึงกับงงเต็กทีเดียว ก่อนที่เจ้าตัวจะชี้แจงแล้วก็เดินกลับสู่สนามได้อีกที

สำหรับ “กองทัพอัซซูร์รี่” สามารถทะลุผ่านไปชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ได้เป็นสมัยที่ 4 โดยจะเข้าไปรอพบกับผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับ เดนมาร์ก ที่จะลงทำแข่งขันกันในคืนวันนี้